บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

สืบฝันวิเคราะห์จิต บทที่ 23 (จบ)

S.Jay Starring ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 - 10:23 น.
AA 9

ตอนที่ 23

Serial Number

“อย่า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” แอนนากรีดร้องสุดเสียง เมื่อรู้สึกถึงแรงกดคมกริบที่นิ้วชี้ด้านซ้าย กลิ่นคาวเลือดตลบอบอวนขึ้นมาและแอนนาก็พยายามดิ้นอย่างสุดแรงเพื่อให้หลุดจากการพันธนาการแต่ก็ดูเหมือนจะไร้ผล ความเจ็บปวดอย่างที่สุดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งแขน รู้สึกได้ถึงคมกรรไกรที่ชอนไชอยู่ตรงโคนนิ้วชี้ข้างซ้าย กระดูกนิ้วของเธอค่อยๆ ถูกส่วนคมบาดลึกมากขึ้นทุกขณะเหมือนกิ่งไม้ที่กำลังจะขาดเพราะกรรไกรตัดกิ่งอันใหญ่ที่มีกำลังมหาศาล

เธอทั้งเจ็บและทั้งกลัวจนสติแทบหลุดได้แต่กรีดร้องเสียงดังอย่างทุรนทุรายและสิ้นหวังท่ามกลางกลิ่นคาวเลือดแรงเตะจมูก นิ้วมือของเธอกำลังจะขาด...

ปัง!! ปัง!! เสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ที่ด้านหลัง มีประกายไฟเกิดขึ้นที่ตัวล็อคด้านในประตูรถ

ปึ้ง!! ประตูด้านหลังของรถพยาบาลเปิดออกอย่างแรง เจคและตำรวจอีกจำนวนหนึ่งจ่อปืนเข้ามาที่ไรลี่ เขาหยุดชะงักและทิ้งกรรไกรเปื้อนเลือดลงกับพื้นอย่างรนราน

“เอามือไว้บนหัว!!” เจคตะคอกเสียงดัง

ไรลี่ยกมือทั้ง 2 ข้างขึ้นเหนือศีรษะและก้มหน้าอย่างยอมจำนน เจคเอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อของไรลี่ดึงเขาจนตกจากรถพยาบาลล้มกลิ้งไปกับพื้น ตำรวจอีกเป็นสิบล้อมเขาไว้และจับใส่กุญแจมือได้อย่างไม่ยากเย็น

เจครีบขึ้นไปบนรถ เขาเห็นเลือดสดๆ อยู่บนพื้นและเปื้อนเสื้อผ้าของแอนนาเต็มไปหมด เขาปลดสายหนังที่รัดข้อมือทั้ง 2 ข้างของเธอไว้แน่น เธอยังนอนตัวแข็งหลับตาปี๋อยู่บนเตียง ตกใจกลัวสุดขีด และร้องไห้เสียงดังไม่หยุด มือทั้ง 2 ข้างกำแน่นไม่ยอมปล่อย

“แอนนา” เขาเรียกชื่อเธอ จับมือซ้ายที่เต็มไปด้วยเลือดของเธอขึ้นมาสำรวจดูอย่างเร็ว ก้มลงโอบตัวเธอและพยุงให้ลุกขึ้นนั่ง

“ไม่เป็นไรแอนนา คุณปลอดภัยแล้ว คุณปลอดภัย...” เจคกอดแอนนาไว้แน่นและพยายามพูดปลอบใจ เธอตัวสั่น เสียงร้องไห้ของเธอดังจนกลบเสียงวุ่นวายด้านนอก ความรู้สึกผสมปนเปไปหมดทั้งตกใจกลัวสุดชีวิต ดีใจที่มีคนมาช่วย และเจ็บแผลที่มือเหลือเกิน

เจคจับข้อมือข้างซ้ายของแอนนาไว้แน่น “นิ้วคุณยังอยู่ครบด้วย” เขายิ้ม ดูจะโล่งใจยิ่งกว่าเธอเสียอีก “แต่ต้องทำแผลนิดหน่อย” เขามองดูมือที่ยังกำแน่นของเธอ บริเวณโคนนิ้วชี้มีรอยบาดลึกถึงกระดูก เลือดออกโชก

“ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง” เจคลูบผมเธออย่างอ่อนโยนเหมือนปลอบเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ น้ำตาของเธอยังคงไหลพลั่งพลูจนเปียกเสื้อเขาเต็มไปหมด

โรงพยาบาลโฮมส์ซิตี้ เวลา 22:36 น.

ห้องฉุกเฉินสีขาวสว่างไสวเต็มไปด้วยเตียงว่างเปล่า ม่านกั้นเตียงทำจากผ้าพลาสติกสีเขียวอ่อนถูกปิดไว้อยู่เพียงเตียงเดียว มันดึกมากแล้วจึงมีเจ้าหน้าที่พยาบาลอยู่กันไม่น่าจะเกิน 4 คน พวกเธอนั่งอยู่ที่เคาน์เตอร์ รับโทรศัพท์ เดินสำรวจของใช้ภายในแผนก ส่วนอีกคนอยู่หลังม่านกั้นเตียงกับแอนนา เธอกำลังทำแผลที่มือและที่โหนกแก้ม เจคยืนรออยู่หน้าเคาน์เตอร์ทรงครึ่งวงกลมสีขาวทำจากไม้สังเคราะห์ชั้นดี เขาคอยมองม่านกั้นเตียงที่ปิดอยู่ เมื่อไหร่มันจะเปิดออกนะ เมื่อกี้มีหมอคนหนึ่งเพิ่งเดินออกมา เขาน่าจะมาเย็บแผลที่นิ้วให้แอนนา เจคไม่ชอบรออยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรให้ทำ ท่าทางเขาอยู่ไม่สุก เขาเล่นตัวการ์ตูนหัวดุ๊กดิ๊กรูปหมอกับพยาบาลที่ประดับไว้บนเคาน์เตอร์จนหัวหลุดกระเด็นไปตัวหนึ่งแล้วแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ประมาณ 20 นาที พยาบาลก็เดินออกมาจากม่าน “เรียบร้อยค่ะ อย่าลืมมาเปลี่ยนผ้าพันแผลทุกวันนะคะ” เธอเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์สวนทางกับเจคที่รีบเดินเข้าไปด้านในม่าน

“เฮ้...เป็นไงบ้าง” เขาทักทายแอนนาที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียงคนไข้ ขาสองข้างห้อยลงมาด้านข้างเตียง แอนนาเพิ่งหยุดร้องไห้ได้ไม่นาน หน้าเธอยังมีคราบน้ำตาเปื้อนเต็มไปหมด แผลที่โหนกแก้มเป็นรอยช้ำสีม่วงๆ มีเลือดออกนิดๆ มันได้รับการใส่ยาเป็นเมือกใสๆ เคลือบแผลไว้ อีกวันสองวันก็คงจางหายไปเอง ส่วนที่มือซ้ายมีผ้าพันแผลสีชมพูลายแมวไม่มีปากผูกโบว์สีแดงตัวเล็กๆ เต็มไปหมด

“สีชมพูด้วย น่ารักเชียวคุณเลือกเองเหรอ” เขาแซวพลางหัวเราะในลำคอ ผ้าพันแผลลวดลายต่างๆ ส่วนใหญ่มีไว้สำหรับเด็ก

“ผ้าพันแผลของผู้ใหญ่มันหมดน่ะ” แอนนาตอบเสียงอ่อยๆ เธอยังตัวสั่นไม่หาย

“มา กลับบ้านกัน เดี๋ยวผมไปส่ง รับรองไม่มีใครมาชนท้ายอีกแน่” เจคอาสาจะไปส่งถึงบ้านเพื่อให้แอนนาอุ่นใจ เขานึกถึงตอนที่จะพาเธอกลับเข้าเมืองหลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว มันค่อนข้างทุลักทุเล แอนนาร้องไห้ไม่หยุด ไม่ยอมให้เจคอยู่ห่าง และไม่ยอมนั่งรถพยาบาลที่ไปรับอย่างเด็ดขาด แม้เจคจะบอกว่าจะนั่งไปเป็นเพื่อนก็ตาม เขาต้องให้พวกหน่วยพยาบาลทำแผลที่มือซ้ายของเธอเบื้องต้นให้ก่อนแล้วค่อยนั่งรถตำรวจของเขามาโรงพยาบาลแทน เธอคงกลัวรถพยาบาลไปอีกสักพักหนึ่ง

“พวกคุณหาฉันเจอได้ยังไงคะ ฉันไม่มีไอดีริสท์แล้ว” แอนนาถามอย่างสงสัย เธอนึกว่าตัวเองหมดหวังที่จะรอดแล้วเสียอีก

เจคยิ้มกว้างแล้วชี้ไปที่ด้านหลังท้ายทอยของเธอ “ไอ้นี่ไง มันมีซีเรียลนัมเบอร์อยู่”

“ผมจำได้ว่าวันแรกที่พาไคล์มาหาคุณ แล้วคุณน็อคไปน่ะ พวกหน่วยพยาบาลของสถาบันใช้เครื่องมืออะไรตรวจมัน แล้วบอกว่ามันส่งสัญญาณได้เป็นปกติ” เขาเล่าอย่างภูมิใจในความสามารถจดจำเรื่องราวและรายละเอียดต่างๆ

“ผมเลยโทรหาโซอี้ ให้เธอช่วยติดต่อทางสถาบันแล้วเอาไอ้เครื่องนั่นมาให้ผม จากนั้นผมก็ตามหาคุณจากตำแหน่งซีเรียลนัมเบอร์จนไปพบรถตู้สีดำที่จอดอยู่ในป่าหลังหมู่บ้าน ไฟรบอร์ก ป่าที่อยู่ด้านหลังบ้านของไคล์กับไรลี่น่ะ เราได้ยินเสียงคุณร้อง ชาวบ้านที่นั่นเคยเล่าให้ฟังว่ามีเส้นทางที่สามารถเข้าหมู่บ้านได้ เพียงแต่มันไม่มีถนน และเป็นป่าทึบเลยไม่มีใครใช้มานานแล้ว ผมว่าคงมีแต่ไคล์กับไรลี่เท่านั้นแหละที่ใช้มัน เวลาที่พวกเขาจับตัวผู้หญิงมาได้ก็คงเอารถมาซ่อนไว้ที่นั่น จากนั้นก็แบกพวกเธอผ่านป่าเข้ามาที่หมู่บ้านจากด้านหลังซึ่งไม่มีใครเห็น เอาตัวพวกเธอเข้าไปที่ห้องใต้ดิน แล้วฆ่าซะ จากนั้นก็ขนศพกลับขึ้นรถ เอาไปฝังที่สุสาน เราเจอไซเรนที่ถูกถอดและกระป๋องสีดำจำนวนมากด้วย คุณรู้ไหมเขาลงทุนเปลี่ยนสีรถกลายเป็นสีดำเลยนะ ผมสงสัยว่าเขาอาจจะขโมยมา เพราะเขาไม่มีไอดีริสท์แล้ว”

แอนนานั่งฟังอยู่เงียบๆ ทำสีหน้าไม่เชื่อ นี่ปลั๊กที่ท้ายทอยของเธอมีประโยชน์ขนาดนี้เลยหรือ ตอนแรกที่ติดอุปกรณ์นี้ เธอนึกว่าสัญญาณที่ส่งมาก็เพื่อให้ฝ่ายบุคคลตรวจสอบตำแหน่งที่อยู่ของพนักงานว่ามาทำงานหรือออกไปนอกสถานที่หรือเปล่าเท่านั้น แต่นี่มันสามารถช่วยชีวิตของเธอได้อีกด้วย เธอคงต้องไปขอบคุณฝ่ายบุคคลที่มีระบบติดตามตัวพนักงานสุดล้ำแบบนี้สินะ

“แต่ทำไมเขาไม่ฝังร่างพวกผู้หญิงในป่านั่นเลยล่ะ ขนาดมาเรียพวกเขายังฝังไว้ใต้ต้นไม้หน้าบ้าน” เจคถามขึ้นพลางลูบเคราที่คาง เขาเห็นป่าด้านหลังหมู่บ้านที่ไรลี่ใช้หลบซ่อนตัวแล้วก็พาลให้สงสัย มันทั้งรกทั้งเปลี่ยว แถมยังไม่มีใครใช้

“อย่างไรก็ตามมาเรียก็เป็นแม่ของพวกเขาน่ะ ด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวพวกเขาเลยฝังเธอไว้ที่บ้าน ส่วนพวกผู้หญิงที่เหลือยังไงก็เป็นคนนอกไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับพวกเขาจึงเอาไปฝังไว้ที่อื่น อีกอย่างแถวนั้นมันใกล้หมู่บ้านถ้ามีใครไปพบศพเข้าคงสาวมาถึงพวกเขาได้เร็ว ฉันคิดว่าที่สุสานอย่างน้อยก็มีกลิ่นน้ำเน่าช่วยกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้” แอนนาวิเคราะห์ด้วยท่าทางเนือยๆ เธอนึกถึงกลิ่นน้ำเน่าในบึงขึ้นมาจนต้องทำจมูกย่น

“จริงสิ พูดถึงโซอี้ ยัยนั่นพอรู้เรื่องคุณก็โทรหาผมทุก 5 นาทีเลย ถามแต่ว่าเจอคุณหรือยังๆ” เจคเล่าด้วยท่าทางรำคาญ “ผมต้องบอกเธอว่า จะโทรหาเมื่อคุณปลอดภัย แต่ผมยังไม่โทรหรอกนะ” เขายิ้มกว้างหัวเราะกับตัวเอง เขาอยากจะแกล้งเธออีกสักพัก

“นั่นแหละโซอี้ล่ะ” แอนนาหัวเราะเบาๆ เธอเริ่มยิ้มได้บ้างแล้ว

“อ่อ ก่อนกลับคุณไปกินข้าวกับผมก่อนได้ไหม ผมหิวจะตายแล้วเนี่ย ยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่กลางวันแล้ว” เจคทำท่าเหมือนจะหมดแรง เขาเครียดและกดดันเรื่องที่ไปดักจับไรลี่ที่สเตเดียมจนกินอะไรไม่ลง แล้วแอนนาก็โดนจับตัวไปอีก ยิ่งทำให้เขาเครียดหนักกว่าเดิม แต่พอเรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดีแบบนี้ก็ทำให้เขาเริ่มจะหิวขึ้นมาแล้ว

แอนนาทำหน้าเหมือนโลกจะถล่ม “ไม่เอาอะ ฉันอยากกลับบ้าน” เธอคราง แอนนาทั้งเหนื่อยทั้งเสียขวัญทั้งเจ็บตัว เธออยากอาบน้ำอุ่นๆ แล้วนอนพัก ห้องที่ปลอดภัย ที่นอนและผ้านวมแสนนุ่มคือสิ่งที่เธอคิดถึงที่สุด พรุ่งนี้วันเสาร์เธออยากจะนอนหลับจนถึงเที่ยงเลย

“น่า ผมแวะกินแป๊บเดียว คุณกลับไปบ้านก็นอนไม่หลับหรอกเชื่อผมสิ เจอเรื่องสยองมาขนาดนี้ใครจะไปหลับลง ดูสิมือคุณยังสั่นอยู่เลย” เจคพูดขู่ แต่มันก็จริงที่ว่ามือเธอยังไม่หายสั่นเนื่องจากความกลัว

“แต่ว่า....” เธอลังเล “ดูหน้าฉันสิ โทรมจะตายเครื่องสำอางก็ลบหมดแล้ว ตาก็บวม ผมก็ยุ่ง เสื้อผ้าก็เปื้อน” เจคยืนพิจารณาเธอหัวจรดเท้า มันก็จริง หน้าเธอมีแต่คราบน้ำตากับรอยฟกช้ำ ตาบวมจากการร้องไห้มาตลอดทาง ผมเผ้ายุ่งนิดหน่อยยังพอรับได้ เสื้อเชิ้ตมีรอยเลือดติดอยู่เต็ม กระโปรงก็ขาดตรงรอยแหวกขึ้นไปอีกตั้ง 3 นิ้ว คงจะขาดตอนที่เธอพยายามดิ้นให้หลุดจากสายรัด

เจคทำท่าทางครุ่นคิดอยู่หลายวินาที สมองของเขากำลังทำงานเพื่อแก้ปัญหานี้ “เอ่อ....ผมจะหาร้านมืดๆ หน่อยละกัน” เขาหาทางออกได้สำเร็จ

“ม่าย.....” แอนนาครางทำจมูกย่นใส่เขา

“ไปน่า ไหนๆ คุณก็นอนไม่หลับ อย่าปล่อยให้ท้องหิวสิ อีกอย่างผมไม่ชอบกินข้าวคนเดียว”

“คนในร้านเยอะแยะนี่คะ” เธอถอนหายใจทำหน้านิ่ว

“มันไม่เหมือนกันนะครับคุณผู้หญิง” เจคกรอกตาใส่เธอ “ผมรู้จักร้านหนึ่ง พิซซ่าเตาฟืนแบบดั้งเดิม คุณต้องชอบแน่ ร้านมืดๆ ด้วย” เจคพูดเกลี้ยกล่อมแอนนาอย่างกระตือรือร้น ท่าทางเขาจะหิวจริงๆ

แอนนามองหน้าเขา ต่อให้เธอยกเหตุผลอะไรมาเขาก็คงจะยืนยันว่าต้องไปกินก่อนให้ได้สินะ เอาแต่ใจตัวเองจริงๆ

“.....ก็ได้” เธอตอบอย่างเสียมิได้ แต่คำว่าพิซซ่าเตาฟืนแบบดั้งเดิมก็สามารถกระตุ้นความสนใจของเธอได้จริง เธอจำได้ว่ากินครั้งล่าสุดคือเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว มีงานเลี้ยงของสถาบันและมีอาหารจากหลายชาติ แต่ที่แอนนาชอบที่สุดเห็นจะเป็นพิซซ่าเตาฟืนนี่แหละ

“งั้นรีบไปกันเลย ผมจะแบ่งให้คุณ 2 ชิ้น” เจคพาแอนนาเดินออกจากโรงพยาบาล ขึ้นรถตำรวจมุ่งหน้าไปย่านศูนย์อาหารโต้รุ่ง มีอาหารหลากหลายประเภทให้เลือก อิตาเลียน ญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย ไทย ร้านนั่งกิน ยืนกิน หรือจะนอนกินก็มีหมด และพิซซ่าเตาฟืนก็ไม่ทำให้แอนนาผิดหวัง เธอกินอย่างเอร็ดอร่อยลืมเรื่องความเจ็บปวดตามร่างกายไปหมดสิ้น หลังจากอิ่มท้องแล้วเจคก็ไปส่งแอนนาถึงที่พักและหวังว่าคืนนี้เธอจะสามารถหลับได้หลังจากเจอเรื่องเลวร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด

1 สัปดาห์ หลังเกิดเหตุ

สถาบันบำบัดจิตใต้สำนึก เวลา 16:35 น.

แอนนาเพิ่งเสร็จจากการบำบัดคนไข้คนหนึ่ง เจมส์ วันนี้เขาสวมกางเกงขาสั้นทำให้เห็นว่าเขาใส่ขาเทียมที่ขาข้างขวา ท่าทางของเขาดูสดใส สีหน้าและแววตาเป็นประกายท่าทางมีความสุข วันนี้เขาพักร้อน กะว่าเสาร์อาทิตย์นี้จะไปเที่ยวทะเล เลยแวะมาบำบัดตามนัดครั้งสุดท้ายของคอร์ส

“ฉันว่าความฝันของคุณดูดีมากเลยนะคะ ไม่มีเมฆฝนบนท้องฟ้าแล้ว แถมคุณยังตบหน้าเจ้าสัตว์ประหลาดที่วิ่งไล่คุณได้ตั้ง 2 ครั้ง แต่อย่าลืมนะคะ ในชีวิตจริงคุณทำแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด” แอนนายิ้มให้เขา

เจมส์พยักหน้าท่าทางเขินๆ “ครับๆ ผมเข้าใจครับ ขอบคุณคุณแอนนาด้วยนะครับที่ช่วยให้ผมเหมือนมีชีวิตใหม่”

“ด้วยความยินดีค่ะ” แอนนาตอบกลับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม รอยฟกช้ำที่ใบหน้าของเธอหายสนิทดีแล้ว แผลที่นิ้วยังมีผ้าพันแผลพันอยู่แต่เล็กกว่าวันแรกมาก มันยังคงมีลวดลายการ์ตูนรูปนกเพนกวินอารมณ์บูด แอนนาคิดว่าลายการ์ตูนแบบนี้แม้จะมีไว้สำหรับเด็กแต่มันก็ยังถือว่าน่ารักสำหรับผู้ใหญ่อย่างเธออยู่ดี

“งั้นผมลาเลยนะครับ” เจมส์เดินผ่านเคาน์เตอร์ของโซอี้

“ขาสวยนะคะ” โซอี้หลิ่วตาให้เขา

เจมส์ยิ้มกว้าง “ครับ รุ่นใหม่ล่าสุดเลยครับคุณโซอี้ อันนี้สามารถปีนเขาได้ด้วยนะครับ” เจมส์ตอบพร้อมกับโชว์ขาสีส้มสดใสสะท้อนแสงให้เธอดู จากนั้นก็เดินออกประตูอัตโนมัติไปอย่างกระฉับกระเฉง

“เฮ้ออออ....วันนี้ได้เลิกงานเร็วสินะ” โซอี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ตั้งแต่แอนนากลับมาทำงาน คนไข้ก็เยอะตลอด ต้องใช้เวลานานในการคุยเพราะส่วนใหญ่กว่าจะเริ่มการบำบัดได้ พวกเขาจะต้องถามเรื่องที่แอนนาโดนคนร้ายจับตัวไปทุกที ทำให้กว่าจะเสร็จงานก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าแล้ว

แอนนายิ้มให้โซอี้ “นั่นสิ ได้กลับบ้านเร็วบ้างก็ดีเนอะ พรุ่งนี้วันหยุด้วย จะได้พักเต็มที่ซะที” เธอบิดขี้เกียจอย่างเมื่อยล้า

ประตูอัตโนมัติเปิดออกและเจคเดินเข้ามา “อ่าว พวกคุณจะกลับกันแล้วเหรอ” เขาร้องขึ้น

“ช่าย.....” โซอี้ตอบลากเสียงยาว ส่งสายตาเหมือนอยากจะไล่แขก

“มีอะไรหรือเปล่าคะเจค” แอนนาถามพลางยิ้มให้เขา เธอไม่ได้เจอเจคตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง เขาแค่โทรศัพท์มาถามไถ่อาการของเธอบ้างบางครั้ง

“ผมมีอะไรอยากถามคุณน่ะแอนนา” เจคเอ่ยขึ้นท่าทางจริงจัง

“คะ” แอนนามองหน้าเขาอย่างสงสัย

เขามองหน้าเธอด้วยสีหน้าครุ่นคิด “คุณเขียนในรายงานว่าไรลี่มีแนวโน้มว่าอยากโดนจับได้ มันหมายความว่ายังไงครับ”

แอนนาละสายตาจากใบหน้าเรียวยาวเต็มไปด้วยหนวดเคราของชายหนุ่มก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มันน่าแปลกสำหรับคนที่กำลังหนีการจับกุม แต่ไรลี่เลือกจับตัวฉันซึ่งทำงานใกล้ชิดกับตำรวจ เขาพูดว่า ‘ตั้งแต่ไคล์ไม่อยู่ บางครั้งผมก็คิดว่าการทำแบบนี้มันสนุกน้อยลง’ ฉันคิดว่าลึกๆ แล้วไรลี่อาจจะอยากเจอไคล์ เขาเป็นครอบครัวคนเดียวที่เหลืออยู่ มันน่าเศร้าถ้าฝาแฝดที่ผ่านเรื่องเลวร้ายในชีวิตด้วยกันมาตลอดจะต้องแยกจากกัน นี่อาจเป็นการคิดและตัดสินใจด้วยอำนาจจากจิตใต้สำนึกก็ได้”

เจคพยักหน้าฟังเธอเงียบๆ

“ไรลี่จะถูกส่งเข้าคุก ไม่มีอิสรภาพ แต่อย่างน้อยถ้าไคล์ฟื้น พวกเขาก็จะได้เจอกันอีก มันเป็นแค่ความเห็นของฉันคนเดียวเท่านั้นน่ะค่ะ”

เจคยิ้มกับตัวเอง เขาก็คิดเหมือนเธอ

ถ้าไคล์ฟื้นเขาก็จะถูกส่งเข้าคุกเดียวกันกับไรลี่ และไม่ได้ออกมาอีกตลอดชีวิตเพราะโทษที่พวกเขาได้ก่อไว้ ชาวเมืองปลอดภัยและฝาแฝดก็จะได้อยู่ด้วยกันอีก นี่คงดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

“คุณมาถึงนี่ด้วยเรื่องแค่นี้เองเหรอคะ” โซอี้ถามขึ้น เธอคิดว่าเรื่องแบบนี้เขาน่าจะโทรศัพท์มาหาแอนนาน่าจะสะดวกกว่า

“เอ่อ....ก็...ความจริง....ผมกำลังคิดว่าอยากจะมาบำบัดให้จบคอร์สน่ะ เรื่องกลัวความสูงน่ะ” เจคตอบหัวเราะแหะๆ ท่าทางเหมือนลังเลอยู่นิดๆ “เวลาขึ้นไปที่สูงๆ มัน....รู้สึกไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่” เมื่อ 2 วันก่อนเขาต้องปีนขึ้นไปบนยอดตึกเพื่อห้ามไม่ให้นักธุรกิจวัยกลางคนคนหนึ่งกระโดดลงมา มันทำเขาหน้ามืดจนต้องให้ตำรวจคนอื่นขึ้นไปเกลี้ยกล่อมแทน ไม่บ่อยนักที่ต้องเจอกรณีแบบนี้แต่มันคงจะดีกว่าถ้าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่กลัวที่สูง

“โห่....ผู้หมวดเจคคะ คุณต้องนัดล่วงหน้านะคะ” โซอี้โวยและค้อนใส่เขา เธอจะได้กลับบ้านเร็วอยู่แล้วเชียว

“ไม่เป็นไรหรอกโซอี้ ยังไงพรุ่งนี้ก็วันหยุดแล้วน่า อีกอย่างเขาเป็นคนไข้เก่าเรานะ” แอนนาหัวเราะท่าทางผิดหวังของโซอี้ “งั้นเชิญนั่งก่อนสิคะ” เธอหันไปหาเจคที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาเดินมานั่งที่เตียงบำบัด

แอนนายิ้มให้เขาอย่างสดชื่น “เริ่มกันเลยนะคะ ผู้หมวดเจค เพจจ์ ฉันมีคำถาม 2-3 คำถามจะถามคุณก่อนการบำบัดนะคะ”

เจคพยักหน้าและยิ้มบางๆ ตอบเธอ

“คุณจำความฝันครั้งล่าสุดของคุณได้ไหมคะ....”


จบ...

มีอีบุคนะจ๊ะ

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNTY5MDc5IjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiOTAzMDMiO30


ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

สืบฝันวิเคราะห์จิต บทที่ 23 (จบ)